2006/Dec/10

วันนี้เจ๋งสุดๆไปเลย เจอน้าอิมด้วย ไม่ได้เจอมาตั้งสองสามปี ดีใจ>O

2006/Dec/01

.

2006/Nov/28

แอ่..หวัดดี -/l\- ชาวเอ็กทีนทุกท่าน

และยินดีต้อนรับ

.....สู่ บล๊อคของข้าพเจ้า.....

เข้าเรื่องกันดีกว่า ใช่มั้ย?

เชิญพบกับ.......


ทว่า ฉันรู้จักดอกไม้นั้นดีขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว บนโลกของเจ้าชายน้อยนั้น มีดอกไม้ธรรมดา ๆ ชนิดมีกลีบชั้นเดียวไม่ใหญ่โตกินที่มาก และไม่รบกวนใครทั้งสิ้น มันงอกขึ้นเช้าวันหนึ่งท่ามกลางต้นหญ้า และแล้วมันก็เหี่ยวเฉาไปในตอนเย็น แต่สำหรับเจ้าดอกไม้ดอกนั้นมันเกิดขึ้นจากเมล็ดซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน

เจ้าชายน้อยได้ดูแลต้นไม้ที่งอกขึ้นใหม่นี้อย่างเอาใจใส่ เพราะว่าใบของมันแตกต่างจากใบของต้นอื่น ๆ มันอาจจะเป็นต้นไทรชนิดใหม่ก็ได้ แต่ต้นไม้นั้นหาได้เติบโตต่อไปไม่ มันเริ่มเตรียมออกดอก
เจ้าชายน้อยเฝ้าดูตุ่มนั้นโตขึ้นๆ รู้ดีว่าเมื่อมันบานออกจะต้องเป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์ แต่เจ้าดอกไม้ก็ไม่หยุดยั้งแค่นั้น มันเตรียมที่จะเป็นดอกไม้สวยภายใต้ใบเขียว มันเลือกสีของมันเองอย่างพิถีพิถัน มันแต่งตัวของมันเองอย่างช้า ๆ วางกลีบลงทีละกลีบอย่างพอเหมาะพอเจาะ มันไม่ยับยู่ยี่ออกมาอย่างเจ้าดอกโกเกอลิโก มันต้องการปรากฏตัวก็ต่อเมื่อมันงามพร้อมแล้ว แน่ละ เจ้าดอกไม้นี้ก็ช่างรักสวยรักงามจริง การแต่งตัวของมันกินเวลาวันแล้ววันเล่า

และแล้วเช้าวันหนึ่งตอนรุ่งอรุณพอดีมันก็แย้มกลีบปรากฏโฉม ทั้งที่แต่งตัวมาอย่างพิถีพิถัน ดอกไม้นั้นก็พูดขึ้นพลางหาวไปด้วยว่า
"ฉันยังตื่นไม่สนิทดีเลย ฉันต้องขอโทษด้วยนะ ฉันยังไม่ได้หวีผมให้เรียบร้อยด้วย ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงอยู่"
เจ้าชายน้อย จึงไม่สามารถอดกลั้นความนิยมชมชื่นไวได้
"เธอสวยอะไรเช่นนี้ "
"จริงไหมล่ะจ๊ะ" ดอกไม้ตอบอย่างนุ่มนวล'และฉันก็เกิดพร้อมกับดวงอาทิตย์ขึ้น'
เจ้าชายน้อยตระหนักดีว่า ดอกไม้นั้นหาได้มีความเสงี่ยมเจียมตนไม่ แต่เธอก็สวยจับใจเขาทีเดียว
"ฉันคิดว่าถึงเวลาอาหารเช้าแล้วซินะ" เธอกล่าวขึ้นต่อมาในไม่ช้า"คุณจะกรุณาคิดถึงฉันบ้างสักหน่อย."
และเจ้าชายน้อย ทั้ง ๆ ที่ยังงง ๆ ได้ไปหากระป๋องรดน้ำ เพื่อมาสนองความต้องการของเจ้าหล่อน

เช่นนี้เองที่ดอกไม้ได้ทรมานจิตใจเจ้าชายน้อยแล้วด้วยความฟุ้งเฟ้อหลงตนซึ่งแสนจะเข้าใจยาก เป็นต้นว่า ในวันหนึ่งเมื่อพูดถึงหนามของมัน ดอกไม้ก็กล่าวขึ้นว่า
"เสือน่ะรึ ให้มันมาได้เลยพร้อมทั้งกรงเล็บของมัน"
"บนโลกไม่มีเสือหรอก" เจ้าชายน้อยแย้ง "และเสือก็ไม่กินดอกไม้ใบหญ้าด้วย"
"ฉันไม่ได้เป็นหญ้านี่" ดอกไม้กล่าวตอบอย่างนุ่มนวล
"ยกโทษให้ฉันเถิด."
"ฉันไม่กลัวเสือแม้แต่นิดเดียว แต่ว่าฉันกลัวลมพายุ เธอไม่มีที่กั้นลมหรอกรึ? "

"เธอเกลียดกลัวลม.เธอโชคไม่ดีเลยนะ." เจ้าชายน้อยตั้งข้อสังเกต ดอกไม้ดอกนี้รู้สึกวุ่นวายเอาการ
"ในตอนเย็นเธอต้องหาอะไรมาคลุมฉันนะ บนโลกของเธออากาศหนาวจังเลย มันตั้งไม่เหมาะทำเล สู้ที่ฉันมาไม่ได้.." แต่เธอก็ชะงักแค่นั้น เพราะว่าเธอจากมาในสภาพของเมล็ด เธอจึงไม่มีโอกาสได้รู้จักกับโลกอื่น เธอไอแก้ขวยสองสามที เมื่อเห็นว่าตนเองเผลอพูดปดให้คนอื่นจับได้ และหันไปไล่เบี้ยเอากับเจ้าชายน้อย

"เรื่องม่านกั้นลมว่าอย่างไรจ๊ะ ?"
"ฉันกำลังจะไปหาอยู่ทีเดียว แต่เห็นเธอกำลังพูด"
ดังนั้นเธอยิ่งไอหนักขึ้นเพื่อให้เจ้าชายน้อยเกิดความรู้สึกสำนึกผิด

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง เจ้าชายน้อยจึงเริ่มระแวงดอกไม้ทั้ง ๆ ที่เขามีความรักและหวังดีต่อมัน เขาเอาจริงเอาจังต่อคำพูดไร้สาระจนเกินไป และรู้สึกเป็นทุกข์มาก
"ฉันไม่ควรไปฟังเธอเลย" เจ้าชายน้อยสารภาพต่อฉันในวันหนึ่ง เราต้องไม่ฟังเรื่องดอกไม้บ่น เราควรสนใจแต่เพียงชมเชยมันและดมมันเท่านั้น ดอกไม้ของฉันทำให้โลกของฉันหอมหวล แต่ฉันไม่รู้จักปลาบปลื้มและรู้สึกแต่เพียงแค่นั้น

เรื่องเกี่ยวกับกรงเล็บกวนใจฉันอยู่เรื่อยนั้นทำให้ฉันใจอ่อน เขาเล่าความในใจต่อไปว่า

"ฉันไม่เข้าใจอะไรเสียเลยในตอนนั้น ฉันควรจะรู้จักตัดสินเธอจากการกระทำของเธอและมิใช่คำพูดของเธอ เธอทำให้โลกของฉันหอมหวลแจ่มใส ฉันจึงไม่ควรหนีจากเธอมาเลย ฉันควรจะเห็นความอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเจ้าเล่ห์แสนกลของเธอ ดอกไม้ก็มีอารมณ์หวั่นไหวง่ายเช่นนี้เสมอแหละ ฉันยังเด็กเกินกว่าที่จะรู้จักรักเขา"


ฉัน เข้าใจว่า เจ้าชายน้อยได้ฉวยโอกาสการย้ายถิ่นที่อยู่ของนกป่าเพื่อการหนีมาคราวนี้

ในตอนเช้าก่อนที่จะจากไป เขาจัดโลกของเขาให้เป็นระเบียบ และจัดแจงขูดเขม่าไฟที่ปล่องภูเขาไฟซึ่งกำลังพ่นควัน นับว่าเหมาะสำหรับใช้เป็นที่อุ่นอาหารเช้ามาก เขายังมีภูเขาไฟที่ดับแล้วลูกหนึ่งด้วย และอย่างที่เขากล่าวว่า
" ไม่มีวันละที่คนเราจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น"

ดังนั้นเขาจึงขุดปล่องภูเขาที่ดับนั้นด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่า ถ้าขูดเขม่าดีภูเขาไฟจะคลุกรุ่นอยู่โดยสม่ำเสมอ ไม่รุนแรง ภูเขาไฟก็เปรียบเสมือนปล่องไฟในบ้าน แต่ทว่าบนพื้นโลกของเรา มนุษย์เราเล็กเกินกว่าที่จะไปขูดเขม่าภูเขาไฟได้ ด้วยเหตุฉะนี้ที่ทำให้ภูเขาไฟก่อความเสียหายให้เรามากมาย

เจ้าชายน้อยถอนต้นหญ้าซึ่งเพิ่งงอกขึ้นมาอย่างเศร้าสร้อย เขาคิดว่าเขาไปคราวนี้จะไม่กลับมาอีก แต่งานประจำวันเหล่านี้ช่างมีความหมายต่อเจ้าชายน้อย สำหรับเช้าวันนี้ และเมื่อเขาไปรดน้ำดอกไม้เป็นครั้งสุดท้าย ตระเตรียมหาที่บังแดดลมให้หล่อน เขาก็อยากจะร่ำไห้เป็นที่สุด

"ฉันรักเธอจริง ๆ นะ " ดอกไม้กล่าวกับเขา "เธอไม่รู้หรอกรึนี่ เป็นความผิดของฉันเอง แต่ไม่เป็นไร อันที่จริงเธอเองก็โง่พอ ๆ กับฉันแหละ พยายามทำตนให้เป็นสุขเถิด ทิ้งเจ้าฝาครอบแก้วเสียเถอะ ฉันไม่ต้องการมันสักหน่อย"
"แต่ลม.."
"ฉันไม่ได้เป็นหวัดรุนแรงถึงขั้นนั้นหรอกจ้ะ อากาศเย็น ๆ ตอนค่ำคืนทำให้ฉันสดชื่น ฉันเป็นดอกไม้นะ"
"แต่พวกสัตว์ร้าย"
"ฉันต้องทนพวกตัวหนอนบ้าง ถ้าฉันต้องการรู้จักกับผีเสื้อดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่สวยงามทีเดียว มิเช่นนั้นใครที่ไหนเล่าจะมาเยี่ยมเยียนฉัน ในเมื่อเธอจากไปไกล ส่วนพวกสัตว์ร้ายนั่น ฉันไม่กลัวมันหรอก ฉันมีหนามแหลม" และเจ้าหล่อนก็ชี้ให้เห็นหนามแหลม ๔ หนามของหล่อนและกล่าวเสริมว่า
"อย่ามัวชักช้าอยู่เลย น่ารำคาญออก ในเมื่อเธอตัดสินใจจะไปแล้ว ก็ไปเสีย"
ทั้งนี้เพราะหล่อนไม่อยากให้เขาเห็นว่าหล่อนร้องไห้
ช่างเป็นดอกไม้ที่เย่อหยิ่งอะไรเช่นนี้


๑๐

เจ้า ชายน้อยอยู่ในบริเวณดาวเบอร์ ๓๒๕,๓๒๖,๓๒๗,๓๒๘,๓๒๙ และ ๓๓๐ เขาเริ่มท่องเที่ยวไปบนดวงดาวเหล่านี้เพื่อหาสิ่งที่น่าสนใจทำ และเพื่อศึกษาหาความรู้ ดาวดวงแรกเป็นที่ประทับของพระราชา พระราชาประทับบนบัลลังก์ธรรมดา ๆ แต่ทว่าสง่าผ่าเผย ฉลองพระองค์สีแดงทำด้วยขนสัตว์

"แน่ะ ข้าราชบริพารมาคนหนึ่งแล้ว" พระราชาร้องขึ้นเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเจ้าชายน้อย เจ้าชายสงสัยอยู่ในใจว่า
"ทำไมเขารู้จักฉันนะ ในเมื่อเขาไม่เคยเห็นหน้าฉันมาก่อนเลย"

เจ้าชายน้อยไม่ทราบหรอกว่า สำหรับพระราชานั้น โลกทั้งโลกแสนจะธรรมดาสำหรับพระองค์ และมนุษย์ทุกคนคือข้าราชบริพาร

"เข้ามาใกล้ ๆ ให้ฉันมองดูเจ้าให้ชัดหน่อยซิ" พระราชาตรัสขึ้นอย่างภาคภูมิใจที่ได้เป็นพระราชาเบื้องหน้าคน เจ้าชายน้อยมองหาที่นั่ง แต่ดาวทั้งดวงนี้ปกคลุมไปด้วยฉลองพระองค์งามตัวนั้น เขาจึงยืนและหาวด้วยความเหนื่อยอ่อน

" เจ้าต้องไม่หาวต่อหน้ากษัตริย์ เป็นการผิดมารยาท ฉันขอสั่งห้าม" พระราชาตรัส
"ฉันกลั้นไม่ได้นี่" เจ้าชายน้อยตอนอย่างงง ๆ "ฉันเดินทางมานานและไม่ได้นอนเลย"
"ถ้าอย่างนั้นละก็ ฉันอนุญาตให้เจ้าหาวได้ ฉันไม่เห็นคนหาวมานานแล้ว การหาวนับว่าเป็นของแปลกสำหรับฉัน เอ้าหาวเข้าซิ นี่เป็นคำสั่งนะ"
"ท่านทำให้ฉันเกิดอาย ฉันหาวไม่ออกแล้วละ" เจ้าชายน้อยตอบหน้าแดง
"อืม.ถ้าเช่นนั้นฉันอนุญาตให้เจ้าหาวหรือไม่ก็."

พระราชาตรัสตะกุกตะกักและออกจะเคือง ๆ อยู่ เพราะเหตุว่าพระราชาถือยิ่งนักเรื่องให้คนเคารพเชื่อฟังปฏิบบัติตามคำสอนของพระองค์ พระองค์ไม่ยินยอมให้มีการไม่นบนอบเกิดขึ้น ด้วยเหตุว่าพระองค์เป็นพระราชาแบบสมบูรณาญาสิทธิราช แต่เนื่องจากว่าพระองค์ดีมาก พระองค์จึงออกคำสั่งที่สมเหตุสมผลเท่านั้น

"ถ้าหากฉันสั่ง" พระองค์กล่าวเรื่อยเจื้อย "เป็นต้นว่า ถ้าฉันจะสั่งให้นายพลเปลี่ยนเป็นนกทะเล แต่ถ้านายพลไม่เชื่อฟัง มันก็ไม่ใช่ความผิดของนายพล แต่ทว่าเป็นความผิดของฉันเอง"
"ขอนั่งหน่อยเถิดนะ"

เจ้าชายน้อยถามอย่างขลาด ๆ
"ฉันอนุญาตให้เจ้านั่งลงได้" พระราชาตอบ พลางขยับชายเสื้อคลุมขนสัตว์อย่างสง่าผ่าเผย แต่เจ้าชายน้อยแปลกใจ ดาวดวงนี้เล็กมาก พระราชาจะปกครองอะไรได้บ้างนะ?

"ใต้ฝ่าพระบาท หม่อมฉันขออภัยที่จะต้องถามหน่อยเถิด"
"ฉันอนุญาตให้เจ้าถามได้" พระราชารีบตรัส
"พระองค์ปกครองอะไรพระเจ้าข้า?"
"ทุกสิ่งแหละ" พระราชารับสั่งตอบอย่างสะดวกดาย
"ปกครองทุกสิ่ง?" พระราชาโบกพระหัตถ์ไปรอบ ๆ ดวงดาวของพระองค์ ดวงดาวดวงอื่น ๆ โดยรอบ
"ทั้งหมดนี่เลยรึ" เจ้าชายน้อยถาม
"ทั้งหมดนี่แหละ" พระราชาตอบ พระองค์มิได้เป็นแต่เพียงพระราชาที่ทรงอำนาจสูงสุด แต่เป็นพระราชาแห่งพิภพด้วย
"และดวงดาวทั้งหลายเชื่อฟังพระองค์ดีอยู่รึ?"
"แน่นอน" พระราชาตอบ "ดวงดาวทั้งหมดเชื่อฟังฉันทันที ฉันไม่ยอมให้มีการดื้อดึงหรอก"

อำนาจเช่นนั้นก่อความมหัศจรรย์ให้เจ้าชายน้อยมาก ถ้าเขาได้ครอบครองจักรวาลเช่นเดียวกันนั้น เขาคงได้เห็นอาทิตย์อัสดงไม่เพียงเฉพาะ ๔๔ ครั้ง แต่ทว่า ๗๒ ครั้ง หรือแม้กระทั่งร้อยครั้งสองร้อยครั้งภายในหนึ่งวัน โดยมิต้องเลื่อนเก้าอี้เลย เนื่องจากเขารู้สึกเศร้าสร้อยเมื่อระลึกถึงดวงดาวที่เขาละทิ้งมา เขาจึงกล้าพอที่จะขอความกรุณาจากพระราชา
"ฉันอยากเห็นดวงอาทิตย์อัสดง กรุณาสั่งให้ดวงอาทิตย์ตกหน่อยเถิด"
"ถ้าหากฉันสั่งให้นายพลคนหนึ่งบินจากดอกไม้ดอกหนึ่งไปยังดอกไม้อีกดอกหนึ่งอย่างผีเสื้อละก็ หรือให้เขียนโศกนาฏกรรม หรือให้เปลี่ยนร่างเป็นนกทะเล และถ้านายพลผู้นั้นไม่ทำตามคำสั่งที่ได้รับ ใครเล่าเป็นคนผิดในกรณีนี้"
"ท่านย่อมเป็นฝ่ายผิด" เจ้าชายน้อยตอบอย่างหนักแน่น
"ใช่แล้ว ฉะนั้น เราต้องไม่ขอร้องให้ใครทำอะไรที่เกินกำลังเขา อำนาจย่อมตกอยู่บนรากฐานแห่งเหตุผลเป็นประการแรก ถ้าเจ้าสั่งให้ประชาชนของเจ้าไปกระโดดทะเลตาย พวกเขาก็จะทำการปฏิวัติ ส่วนฉันมีสิทธิ์เรียกร้องความนบนอบเชื่อฟัง เพราะว่าคำสั่งฉันนั้นสมเหตุสมผล"
"เรื่องอาทิตย์อัสดงล่ะ" เจ้าชายน้อยเตือน เขาไม่เคยลืมสิ่งที่เขาถามเลย
"อ๋อ อาทิตย์อัสดงน่ะรึ เจ้าจะได้มัน ฉันจะให้เป็นเช่นนั้น แต่ฉันรอก่อน มันเป็นเทคนิคของการปกครอง ที่ฉันจะต้องรอให้สภาพการณ์อำนวยเสียก่อน"
"เมื่อไรเล่า?" เจ้าชายน้อยถาม
"ฮะแอ้ม" พระราชามองดูปฏิทิน "อาทิตย์จะตกตอนประมาณทุ่มสี่สิบ แล้วเจ้าจะเห็นว่า มันจะตกตอนที่ฉันสั่งทีเดียว"

เจ้าชายน้อยหาว เขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ดูอาทิตย์อัสดง และเขาออกรู้สึกเบื่อ ๆ แล้วด้วย
"ฉันไม่มีอะไรจะทำที่นี่แล้วละ" เขากล่าวกับพระราชา "ฉันจะไปละนะ"
"อย่าเพิ่งไป" พระราชาผู้ซึ่งแสนจะภาคภูมิใจที่มีข้าราชบริพารกะเขาอยู่คนหนึ่ง "อย่าเพิ่งไปเลย ฉันจะตั้งให้เจ้าเป็นรัฐมนตรี"
"รัฐมนตรีอะไร?"
"ว่าการยุติธรรม"
"แต่ไม่มีคนผิดให้เราตัดสินนี่"
"เราก็ยังไม่รู้แน่นะ ฉันเองยังไม่ได้สำรวจทั่วอาณาจักรของฉันเลย ฉันไม่มีที่ไว้รถด้วย การเดินสำรวจก็ทำให้ฉันเหนื่อยมาก"
"แต่ฉันเห็นแล้วละ" เจ้าชายน้อยกล่าวพลางเอี้ยงตัวไปดูอีกซีกหนึ่งของดวงดาว "ไม่มีใครอยู่หรอก"
"เจ้าตัดสินตัวเจ้าเองซิ"พระราชากล่าวตอบ
"เป็นหน้าที่ที่ยากที่สุดละ การที่คนเราจะตัดสินตัวเองมากกว่าตัดสินผู้อื่น ถ้าเจ้าตัดสินตัวเจ้าเองได้เป็นผลสำเร็จดีละก็ นับว่าเจ้าเป็นปราชญ์โดยแท้คนหนึ่งทีเดียว"
"ตัวฉันนะรึ ฉันสามารถตัดสินตัวฉันเองได้ไม่ว่าที่ใด ฉันไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ที่นี่หรอก"
"อืม ฉันคิดว่าบนดาวดวงนี้ของฉันน่ะ มีหนูแก่อยู่ตัวหนึ่ง ฉันได้ยินเสียงของมันในตอนกลางคืน เจ้าอาจตัดสินหนูตัวนี้ เจ้าตัดสินลงโทษประหารชีวิตมันในบางครั้งคราว ชีวิตของมันก็ขึ้นอยู่กับความยุติธรรมของเจ้า แต่เจ้าก็ควรอภัยโทษให้มัน แต่ละครั้งเสียเพื่อออมมันไว้เพราะว่ามันมีเพียงตัวเดียวเท่านั้น"
"ฉันไม่ชอบตัดสินประหารชีวิตใครหรอก ฉันคิดว่าฉันไปละ"
"อย่าไปนะ" พระราชากล่าว

แต่เจ้าชายน้อยไม่อยากก่อความเจ็บช้ำน้ำใจให้พระราชา ดังนั้นเมื่อเขาเตรียมตัวพร้อมสรรพ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า
"ถ้าหากพระองค์ต้องการให้เรานบนอบต่อพระองค์อย่างเคร่งครัด พระองค์ต้องสั่งอย่างสมเหตุผล พระองค์อาจจะสั่งให้หม่อมฉันไปเสียเดี๋ยวนี้เลย ดูเหมือนว่าสภาพการณ์ก็อำนวยอยู่ด้วย."
พระราชาไม่ตรัสว่ากระไร เจ้าชายน้อยลังเลใจในขั้นแรกและแล้วก็เริ่มออกเดินทางพลางถอนใจ
"ฉันให้เจ้าเป็นเอกอัครราชทูตฉันนะ" พระราชายังตะโกนบอก พระองค์มีท่าทางวางอำนาจ

"พวกคนใหญ่คนโตมักจะแปลก ๆ อย่างนี้แหละ"
เจ้าชายน้อยปรารภกับตนเองระหว่างการเดินทาง


๑๑

ดาว
ดวงที่สองมีชายหลงตนอาศัยอยู่
"อ้า มีคนนิยมฉันมาหาคนหนึ่งละ"
ชายหลงตนร้องขึ้นเมื่อเห็นเจ้าชายน้อยแต่ไกล ทั้งนี้เนื่องจากคนพวกนี้เห็นคนอื่นเป็นผู้นิยมชมชอบเขาทั้งสิ้น

"สวัสดี" เจ้าชายน้อยกล่าว "คุณสวมหมวกทรงประหลาดดี"
"ฉันใส่ไว้เพื่อถอดโค้งคำนับเวลามีคนตบมือโห่ร้องให้ฉันไงล่ะ โชคร้ายหน่อยที่ไม่มีใครผ่านมาทางนี้เลย"
"อ้อ อย่างนั้นรึ" เจ้าชายน้อยไม่เข้าใจอะไรเลย
"ตบมือเข้าสิ" ชายหลงตนกล่าวแนะนำ เจ้าชายน้อยก็ตบมือใหญ่ ชายหลงตนโค้งคำนับอย่างเสงี่ยมเจียมตน พลางถอดหมวกออก
"สนุกกว่าไปเยี่ยมพระราชาเสียอีก" เจ้าชายน้อยนึก และเขาก็เริ่มตบมือใหญ่ ชายหลงตนก็โค้งคำนับพลางถอดหมวกอีกครั้ง

หลังจากตบมือได้สัก ๕ นาทีเจ้าชายน้อยก็ชักเบื่อกับการเล่นซ้ำ ๆ ซาก
"ทำอย่างไรจึงจะทำให้หมวกตกได้นะ ?" เขาถามแต่ชายหลงตนไม่ได้ยิน เขาได้ยินก็ต่อเมื่อคนชมเท่านั้น
"เจ้านิยมชมชอบฉันมากจริง ๆ รึนี่? "เขาถามเจ้าชายน้อย
"นิยมชมชอบหมายความว่าอย่างไร? "
"หมายความว่ายอมรับฉันเป็นคนหล่อที่สุด แต่งตัวดีที่สุด รวยที่สุด และฉลาดที่สุดบนดาวดวงนี้น่ะซิ"
"แต่ว่าคุณอยู่คนเดียวบนดาวดวงนี้นี่"
"ช่วยให้ฉันมีความสุขเถิด นิยมชมชอบฉันเถอะถึงแม้ว่าจะมีเพียงฉันคนเดียว"
"ฉันนิยมชมชอบคุณ" เจ้าชายกล่าว พลางยักไหล่
"แต่ทว่ามันจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไรแก่คุณนะ?"

แล้วเจ้าชายก็จากไป พวกผู้ใหญ่นี่พิลึกจริง ๆ ทีเดียว เจ้าชายน้อยกล่าวกับตนเองขณะที่เดินทางไป
๑๒

ดาวดวงต่อมาเป็นที่อยู่ของนักดื่มคนหนึ่ง เจ้าชายน้อยอยู่บนดาวดวงนี้เพียงระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ทำให้เขาเศร้าสลดใจมากทีเดียว
"คุณทำอะไรอยู่นะ?

เขาถามนักดื่มซึ่งนั่งเอียงอยู่หน้าขวดเปล่ากองหนึ่ง และขวดเหล้าเต็มอีกกองหนึ่ง
"ฉันดื่มอยู่" ชายนักดื่มกล่าวอย่างเศร้าซึม
"ทำไมคุณจึงดื่ม" เจ้าชายน้อยถาม
"เพื่อลืมนะซิ" เขาตอบ
"เพื่อลืมอะไร?" เจ้าชายน้อยถาม ด้วยความสงสารจับใจ

"เพื่อลืมว่าฉันต้องอับอายขายหน้า"
นักดื่มสารภาพพลางก้มหน้า

"อับอายเรื่องอะไร"
เจ้าชายน้อยอยากจะช่วยเขาจึงไต่ถาม
"เรื่องที่ต้องดื่ม" ชายนักดื่มตอบแล้วก็นิ่งเงียบ

เจ้าชายน้อยก็จากไป
งงงัน
พวกคนมีอายุนี่แปลกมากเอาทีเดียว เขาปรารภขณะเดินทางไป


๑๓


ดวง ดาวที่สี่เป็นดวงดาวของนักการค้า ชายผู้นี้วุ่นเสียจนไม่มีเวลาเงยหน้าดูเมื่อเจ้าชายน้อยมาถึง
"สวัสดี" เจ้าชายน้อยทัก "บุหรี่ของคุณดับแล้วแน่ะ"
"สามบวกสองเป็นห้า ห้ากับเจ็ดเป็นสิบสอง สิบสองและสามเป็นสิบห้า สวัสดี สิบห้ากับเจ็ดเป็นยี่สิบสอง ยี่สิบสองกับอีกหกเป็นยี่สิบแปด ไม่มีเวลาจุดมันใหม่หรอก ยี่สิบหกหับอีกห้าเป็นสามสิบเอ็ด เฮ้อ ก็รวมเป็นห้าร้อยเอ็ดล้านหกแสนสองหมื่นสองพันเจ็ดร้อยสามสิบเอ็ด"
"ห้าร้อยล้านอะไร?"

"อะไรนะ เจ้ายังอยู่ที่นี่อีกรึ ห้าร้อยล้านฉันก็ไม่รู้แล้วละ ฉันมีงานมากทีเดียว ฉันทำงานจริงจังนะ ฉันไม่เหลวไหลเล่นหรอก สองกับห้าเจ็ด."
"ห้าร้อยล้านอะไรเล่า?" เจ้าชายน้อยถามซ้ำ เขาไม่เคยล้มเลิกคิดตามถามสิ่งที่เขาต้องการรู้เลย นักการค้าเงยหน้าขึ้น

"ฉันอยู่บนดาวดวงนี้ ๕๔ ปีมาแล้ว ฉันถูกกวนสามหนเท่านั้น ครั้งแรกเมื่อ ๒๒ ปีก่อน มีเป็ดตัวหนึ่งตกมาจากไหนก็ไม่รู้ มันมาส่งเสียงหนวกหู จนฉันบวกเลขผิดไปสี่แห่ง ครั้งที่สองเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้วนี้ ฉันเกิดเป็นโรคปวดกระดูก ฉันมันไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ฉันไม่มีเวลาไปเดินเล่นนี่ ฉันเป็นคนเอาจริงเอาจังนะ ครั้งที่สามก็ครั้งนี้ละ ฉันว่าไว้ห้าร้อยเอ็ดล้าน"
"ล้านอะไร"

นักธุรกิจเข้าใจดีว่าเขาจะไม่มีวันได้รับความสงบเป็นอันขาด
"ของเล็ก ๆ ที่เรามองเห็นบนท้องฟ้าบางครั้งนะซิ"
"ตัวแมลงรึ?"
"ไม่ใช่ของเล็ก ๆ ที่มีแสงเรือง"
"ผึ้งรึ?"
"ไม่ใช่ ของเล็ก ๆ สีทองที่เจ้าพวกคนขี้เกียจฝันถึง แต่ฉันเป็นคนเอาจริงนะ ฉันไม่มีเวลามานั่งฝันหรอก"
"อ๋อ ดวงดาวใช่ไหม?"
"นั่นแหละ ใช่เลย"
"แล้วคุณทำอะไรกับดวงดาวห้าร้อยล้านดวงล่ะ?"
ห้าร้อยเอ็ดล้านหกแสนสองหมื่นสองพันเจ็ดร้อยสามสิบเอ็ด ฉันเป็นคนเอาจริง เห็นไหม ฉันทำถี่ถ้วน"
" คุณทำอะไรกับดวงดาวเหล่านั้น"
"สิ่งที่ฉันทำกับมันน่ะรึ"
"จ้ะ"
"เปล่า ฉันเป็นเจ้าของมันไงล่ะ"
"คุณรึเป็นเจ้าของดวงดาว"
"ใช่ล่ะ"
"แต่ฉันเห็นพระราชาองค์หนึ่งแล้วนี่"
"พระราชามิได้เป็นเจ้าของ พระองค์ปกครอง มันต่างกันมากนะ"
"การเป็นเจ้าของดวงดาวนั้นมีประโยชน์อย่างไร"
"มันก็ทำให้ฉันร่ำรวยน่ะซิ"
"และการที่คุณร่ำรวยนั้นทำอะไรให้คุณได้บ้าง"
"ทำให้ฉันซื้อดาวอื่น ๆ ได้อีกน่ะซิ ถ้ามีคนพบดาวดวงใหม่ ๆ"

เจ้าชายน้อยรำพึง ชายผู้นี้คิดแบบเดียวกับคนเมา อย่างไรก็ตาม เขาก็ตั้งคำถามขึ้นอีกว่า
"ทำอย่างไรจึงจะเป็นเจ้าของดวงดาวได้?้"
"มันเป็นของของใครล่ะ?" นักการค้าถามอย่างพิถีพิถัน
"ฉันเองก็ไม่รู้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของหรอกกระมัง"
"ถ้าเช่นนั้นมันก็ต้องเป็นของฉัน เพราะว่าฉันคิดขึ้นก่อน"
"เท่านั้นก็พอรึ"
"แน่ละ เมื่อเจ้าพบเพชรซึ่งไม่มีเจ้าของ มันก็ตกเป็นของเจ้า เมื่อเจ้าพบเกาะที่ไม่มีเจ้าของ เจ้าก็จะได้มัน เมื่อเจ้าคิดขึ้นมาได้ก่อนเจ้าจดลิขสิทธิ์ มันก็ต้องตกอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเจ้า เช่นเดียวกับที่ข้าได้เป็นเจ้าของดวงดาว เพราะว่าไม่มีใครคิดก่อนฉันที่จะยึดมันเป็นสมบัติ"
"จริงซินะ แล้วคุณทำอะไรกับดวงดาวเหล่านั้นล่ะ"
"ฉันก็จัดระเบียบมัน ฉันนับมันแล้วนับมันอีก" นักการค้าตอบ

"การนับยากมากทีเดียว แต่ฉันเป็นคนทำงานจริง"

เจ้าชายน้อยก็ยังไม่พอใจ

"ถ้าฉันเป็นเจ้าของผ้าพันคอผืนหนึ่ง ฉันเอามาพันคอได้และเอาไปกับฉัน ถ้าฉันเป็นเจ้าของดอกไม้ฉันก็สามารถเด็ดมันได้และเก็บมันไปด้วย แต่คุณไม่สามารถเอาดวงดาวไปได้นี่"
"ฉันเอาไม่ได้ก็จริง แต่ฉันใส่ไว้ในธนาคารได้"
"หมายความว่าอย่างไร"
"หมายความว่า
ฉันเขียนจำนวนดวงดาวของฉันทั้งหมดไว้บนกระดาษแผ่นเล็ก ๆ และแล้วฉันก็เก็บกระดาษแผ่นนั้นใส่ลิ้นชักลั่นกุญแจ"
"เท่านั้นเองรึ"
"แค่นั้นก็พอ"
"ตลกดี" เจ้าชายน้อยนึกในใจ ออกจะแปลกอยู่ แต่ก็ไม่เป็นเรื่องเท่าใดนัก

เจ้าชายน้อยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นจริงเป็นจัง แตกต่างจากความคิดเห็นของผู้ใหญ่
"ฉันมีดอกไม้อยู่ดอกหนึ่ง ฉันรดน้ำให้มันทุกวัน ฉันมีภูเขาไฟอยู่สามลูกซึ่งฉันกวาดเถ้าถ่านทุกสัปดาห์ ฉันกวาดภูเขาลูกที่ดับแล้วด้วย เพราะเราไม่รู้แน่จริงไหม การที่ฉันเป็นเจ้าของภูเขาไฟและดอกไม้นั้น ฉันทำประโยชน์ให้กับมัน แต่คุณไม่เห็นทำประโยชน์ให้ดวงดาวต่าง ๆนั้นเลยนี่"

นักธุรกิจอ้าปากจะตอบโต้ แต่นึกคำพูดไม่ออก เจ้าชายน้อยจึงเดินทางจากไป พลางนึกในใจว่า

ผู้ใหญ่นี่แปลกเอาเสียจริง ๆ

Credit:Oldreamz



edit @ 2006/11/28 18:18:56